ความสำคัญของการเจาะสำรวจดิน

งานเจาะสำรวจดิน  (Soil Investigation) นับได้ว่ามีความสำคัญในงานวางแผนโครงการก่อสร้างอาคาร สาธารนูปโภคต่างๆ ตั้งแต่การจัดซื้อที่ดินที่ตั้งโครงการ งานออกแบบทั้งในขั้นต้น และในขั้นรายละเอียด  (Detailed Design) ซึ่งในปัจจุบันงานเจาะสำรวจดินว่ามีความจำเป็นในงานออกแบบทั่วไป จะพบว่ามีข้อกำหนดรายละเอียด  (Specification) งานเจาะสำรวจทั้งงานภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐก่อนการออกแบบ และก่อสร้างแทบทุกโครงการ โดยเฉพาะภาครัฐที่ตื่นตัวมากขึ้นในด้านความถูกต้อง ความปลอดภัยงานที่ออกแบบ และเป็นการออกแบบที่ประหยัด ประกอบกับได้มีการพัฒนากฎหมาย และองค์กรต่างๆ ควบคู่กันไป เช่น คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (กว.) สภาวิศวกร สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยที่ได้เป็นการกระตุ้นให้มีการปฏิบัติการเจาะสำรวจดินมากขึ้น
โดยรวมได้มีความตระหนักถึงความจำเป็นในการเจาะสำรวจดินก่อนออกแบบโครงการมากขึ้น ซึ่งเป็นการถูกต้องตามระบบสากลนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตกที่ได้มีการกำหนดการเจาะสำรวจดินเป็นมาตรฐานมากกว่า 50 ปีแล้ว เป็นที่น่ายินดีที่ประเทศไทยในที่สุดก็ได้พัฒนามาถึงจุดนี้

ในการดำเนินการเจาะสำรวจที่สมบูรณ์จะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงข้อมูลที่ต้องการสำหรับการออกแบบ วิธีการที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือ เครื่องจักรที่ถูกต้อง กำหนดปริมาณการเจาะสำรวจดินที่พอเหมาะ ใช้เทคนิคการปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล ทดสอบค่าคงตัวของดินครอบคลุมการออกแบบ จนกระทั่งในที่สุดจัดทำรายงานผลการเจาะสำรวจดินที่สมบูรณ์ เพื่อนำเสนอแก่ผู้เกี่ยวข้องและผู้ออกแบบ งานเจาะสำรวจดินทั้งหมดดูแล้วเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีองค์ประกอบหลายอย่าง โดยเฉพาะดินเป็นวัสดุธรรมชาติที่ไม่มีความสม่ำเสมอเหมือนเช่นวัสดุอุตสาหกรรม เป็นหน้าที่ของวิศวกรผู้เจาะสำรวจจะต้องดูแลดำเนินการการเจาะสำรวจให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และครบถ้วนเพื่อการออกแบบที่ปลอดภัย และประหยัด

ระยะห่างของหลุมเจาะ

ในกรณีที่ยังไม่ได้กำหนดผังอาคารที่แน่นอนในพื้นที่โครงการก่อนการเข้าเจาะสำรวจดิน และพื้นที่โครงการมีขนาดใหญ่ เพื่อความเหมาะสมอาจจะกำหนดหลุมเจาะเป็นตาราง (Grid) มีระยะห่างพอสมควรและเท่ากัน เช่น ระยะห่าง 20-40 เมตร เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่จะเสียค่าใช้จ่ายเจาะหลุมเจาะที่ไม่มีอาคารก่อสร้างในจุดนั้นๆ ในขั้นนี้จึงควรลดค่าใช้จ่ายโดยการแทรกทำการเจาะหยั่ง (Probing, Sounding) ร่วมด้วย ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้จำนวนหนึ่ง เนื่องจากการเจาะหยั่งมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า แต่ยังได้ข้อมูลโดยรวมของพื้นที่บริเวณ อนึ่งถ้าในพื้นที่บริเวณโครงการ มีส่วนที่ไม่ปกติ เช่น บ่อน้ำ (ที่จะต้องถม) แนวทางน้ำไหล คูน้ำ คลองเก่า จะต้องกำหนดหลุมเจาะใกล้ตำแหน่งดังกล่าวด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลพอเพียง

การกำหนดตำแหน่งหลุมเจาะ ถ้าเป็นไปได้ เมื่อไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ เช่น อาคารเก่า ไม่มีถนนเข้า เป็นบ่อน้ำขัง จะต้องกำหนดตำแหน่งหลุมเจาะให้ใกล้ตำแหน่งฐานรากอาคารที่จะก่อสร้างมากที่สุด ซึ่งจะมีความสำคัญมากในกรณีที่ชั้นดินในโครงการมีความไม่สม่ำเสมอ จะต้องทำระดับ (Level) อ้างอิงปากหลุมเจาะให้แน่นอนในกรณีที่มีการสำรวจผังบริเวณโครงการและทำหมุดอ้างอิง (Reference Benchmark) ไว้ในโครงการ หรือถ้าเป็นโครงการเล็กที่ไม่ได้ทำการสำรวจพื้นที่โครงการ ก็อาจจะอ้างอิงระดับกับโครงสร้างถาวรภายในโครงการ หรือข้างเคียง เช่น ผิวคอนกรีต หัวตอม่อสะพาน ผิวถนน เป็นต้น และจะต้องบันทึกในหลุมเจาะว่า เจาะจากผิวดินเดิม หรือผิวดินถม ฯลฯ ซึ่งข้อมูลระดับทั้งหมดจะทำให้สามารถกำหนดความลึกฐานแผ่ หรือความยาวเสาเข็มได้ถูกต้อง เมื่อมีการปรับพื้นบริเวณโครงการภาย เช่น หลังมีการตัด (Cut) หรือถม (Fill)

จำนวนหลุมเจาะดิน

จำนวนหลุมเจาะที่พอเหมาะในการกำหนดเจาะสำรวจดิน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ลักษณะของชั้นดินว่าสม่ำเสมอหรือซับซ้อน ตามหลักการ ถ้าชั้นดินสม่ำเสมอ สามารถกำหนดจำนวนหลุมเจาะจำนวนปกติ ถ้าการเจาะพบชั้นดินมีความซับซ้อน ควรจะตัดสินใจเพิ่มหลุมเจาะมากขึ้นตามสมควร จนกระทั่งได้ข้อมูลชั้นดินเพียงพอตามวัตถุประสงค์ของการออกแบบฐานราก

อีกประการหนึ่ง การกำหนดจำนวนหลุมเจาะในโครงการใดๆ ยังขึ้นอยู่กับขั้นตอนของการออกแบบ ในขั้นตอนเจาะสำรวจหาข้อมูลเบื้องต้น (Preliminary Exploration) สามารถกำหนดหลุมเจาะจำนวนไม่มาก แต่ควรจะเจาะลึกก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลทางลึกไว้ก่อน ถ้าโครงการอยู่ในขั้นการออกแบบในรายละเอียด (Detailed Design) จึงกำหนดจำนวนหลุมเจาะเพิ่มขึ้นจนพอเพียง โดยครอบคลุมข้อบกพร่องต่างๆ ในการเจาะสำรวจขั้นแรก

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการริเริ่ม ตามหลักการ สามารถดูตาราง เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจำนวนหลุมเจาะเบื้องต้น

ตาราง จำนวนหลุมเจาะเบื้องต้นที่แนะนำ

*Teng, W.C. (1967) , Foundation Design, Prentice – Hall, Inc. Taiwan.

ท้ายที่สุดแล้วการกำหนดจำนวนหลุมเจาะจะต้องมากพอที่จะสามารถเขียนรูปตัดหน้าดิน (Soil Profile) ที่ละเอียดพอสำหรับการออกแบบฐานรากอาคารภายในโครงการ